2008/Apr/07

วันนี้ว่าจะเขียนเรื่องเดียวนะเนี้ย  แต่พอดีช่วงเย็นแม่พาไปซื้อเห็ด

บทสนทนาระหว่างสองแม่ลูกหน้าร้านขายเห็ด

 

TANG_SP : แม่  อยากกินเห็ดย่างอ่ะ  (มองเห็ดดอกใหญ่ๆ ตูมๆในตะกร้าขายของคุณยาย)

MoM        : อืมก็ดี งั้นเดี๋ยวซื้อไปสองถุงเพื่อพวกคุณย่าจะกินด้วย (แม่มองเห็ดอย่างชั่งใจแล้วหยิบๆๆๆ)

TANG_SP : แม่ แต่หนูจุดเตาบ่เป็นนะ 

MoM        :  (แม่มองลูกสาวตัวเองอย่างเอื่อมระอาสุดทน ประมาณว่าเมิงทำอะไรเป็นบ้างชีวิตนี้) 

TANG_SP : เขาย่างเป็นอย่างเดียวง่า (เน้นว่าย่างจริงๆนะ เติมถ่านหนูก็บ่เป็น)

MoM        : เอ่อ เอาแห้งๆล่ะ

 

จากบทสนทนาสรุปได้ว่ามื้อนี้มีความไม่แน่ไม่นอนเลยกับการทำอาหารครั้งนี้

  แต่ด้วยความที่ติดใจกับรสเห็ดย่างเมื่อคราวที่มณฑลกลับบ้าน ทำให้อยากกินมั่กๆทั้งคู่ ดังนั้นจะออกมาเป็นไงก็ช่างมันเถอะ

 พอกลับบ้านมาเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ที่ดูแลบ้าน  ช่วยจุดเตาให้ ซึ้งใจจริงๆ

ไม่นานแม่ก็ล้างเห็ดเสร็จแล้วก็เอาออกมาพร้อมจาน

ดอกตูมๆน่ากินมากๆ

 

Photobucket

                    ภาพเตาถ่านติดไฟ

 

Photobucket

                            เห็ดดอกตูมกับอุปกรณ์การทำ

 

  เราก็นั่งรอ ร้อ รอ ให้ไฟมัีนติดดี   จากนั้นก็เอาเห็ดลงย่าง แล้วก็ย่าง ย่าง ย่าง ย๊ากกกกกกก

 

Photobucket

                 เห็ดสดๆเริ่มวางตัวอยู่บนเตา บานเต็มเตาเลย ว้าวๆ 

 

Photobucket

                     เวลาผ่านไป เห็ดเริ่มห่อตัว หดลงๆ

Photobucket

    ภาพเปรียบเทียบเห็ดใกล้สุกกับเห็ดที่พึ่งย่าง ขนาดมันช่างแตกต่างนัก!

 

สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปนาน........  เราก็ได้  เห็ดย่างจานใหญ่มา  เย้!

 

Photobucket

 

  สังเกตดีๆจะเห็นว่ามีคนเเอบกินไปแล้วจากสภาพน้ำจิ้ม   ความพยายามในการบ่างก็บรรลุผลสำเร็จ

 

ข้อแนะนำในการกิน 

กลิ่นเห็ดย่างหอมมากๆ  เวลาอยู่บนเตา ดังนั้นควรกินตอนที่มันขึ้นมาเลย เพราะมันจะร้อนและได้รสชาติมากๆ

กินกับน้ำจิ้มอาหารทะเลจะสุดยอดมากกกก

รสชาติเหมือนเนื้อ  แต่กินแล้วไม่ใช่เนื้อนะ เพราะมันเป็นเห็ด 

 

 

2008/Apr/07

วันนี้ก็จะมาบอกเล่าช่วงเวลาปิดเทอมของเราเกี่ยวกับกิจกรรมที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี

นั้นก็คือ

 

                    การไปงานสัปดาห์หนังสือนั้นเอง อ๊ากกกกกก!!!!!

 

ปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เดินงานหนังสือถึงสามรอบ แล้วก็เสียตังค์มันซะทุกรอบอีก

สงสัยจะเป็นโรคแพ้หนังสือ ประมาณว่าโดนดึงดูด

ดูดเราไม่พอ เอาตังค์เราไปอีก แหยะ

เดือนนี้ก็เลยกระเป๋าเบาไปโดยปริยาย   นั่งกินเกลือกินแกลบกันต่อไปจนกว่าจะหมดเดือน

เอาล่ะ หลังจากบ่นความรันทดส่วนตัวมานาน  มาเข้าเรื่องกันเถอะ ฮะฮะ

 

วันแรกที่ไปเดินงานหนังสือก็คือวันที่ 30 มีนา ไปกับคุณพ่อคุณแม่  ด้วยความที่ว่าเทอมที่แล้วไปวันแรกๆคนน้อย

คุณพ่อก็เลย....ชิ่วสุดๆ  ไปซะสายเลย

ไปถึงรถติด  แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่มีที่จอดด้านในเหลือ  เป็นบุญจริงๆ พระเจ้าคงอยากให้เรามางาหนังสือแน่ๆ

พอเข้าตัวงานเราก็ไปกับแม่  ส่วนพ่อเดินคนเดียว เพราะอ่านกันคนล่ะสไตล์  

ตอนแรกนัดกันไว้ตอนบ่ายโมงครึ่ง 

พอดีร้านอาหารในศูนย์สิริกิตติ์มันเปิดถึงแค่บ่ายสองมั้งพ่อเลยเรียกไปกินก่อน

ได้กินหอยนิวซีแลนต์กับกุ้งแยะมากๆ  ปลื้ม

ขนมก็อร่อยนะ  เียดายรูปที่ถ่ายมันอยู่ในโทรศัพท์หาสายต่อไม่เจอไม่งั้นจะเอามาshow

วันแรกหมดไปสามพันกว่า  เป็นครั้งแรกที่ใช้เงินแยะแบบนี้ในงานหนังสือ

กำลังคิดว่าวงเงินอาจพุ่งขึ้นกว่านี้ถ้าไม่ได้บัตรลดของ บลิส พับลิสชิ่ง  เพราะเราเป็นสาวกสำนักพิมพ์นี้อย

 ลดให้ 30% แน่ะ ดีจริงๆ

 

วันที่สองที่ไปก็คือวันที่ 1 เม.ย. เพราะกำลังจะเดินทางไปเชียงราย  ก็ได้มาเล่มหนึ่งเพื่อเอาไปอ่านบนรถทัวร์

วันสุดท้ายไปกับเพื่อน นั้นคือ วันที่ 6 เม.ย.หรือเมื่อวานนั้นเอง  ก็ได้หนังสือของคนที่เขียนเรื่องมาโอมา

เขาเขียนคล้ายๆแร็บบิทแล้วก็ใช้ภาษาสวย อ่านสบายก็เลยลองซื้อเรื่องใหม่ของเขามาอ่านดู 

วันนี้ก็เลยเอาหฟนังสือที่ซื้อมาเรียงดูว่ามีอะไรบ้าง  แบ่งเป็นลิสได้แบบนี้อ่ะ

 

นิยาย

คินดะอิจิ เล่ม 3 4 5

                                                                  ซายากะ เล่ม 7  

มิเกะเนะโกะ โฮมล์ เล่ม 12

ฝนสีขาว

หลอนพยาบาท

ห้องเรียนที่ไม่ยอมเปิดรับ

ผู้เยี่ยมไข้ยามวิกาล

กลซ้อนแผน

กระซิบสีเลือด

หนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ 1 2 3

    แมวข้าวปั้น

ดราก้อน เดลิเวอร์รี่ 1 2

Photobucket

 

หนังสือสารคดีปนเรื่องเล่า 

สุดขอบฟ้ากาลาปากอส

ข้าวโพดเม็ดโตฯ 

THE GREEN BOOK  

Photobucket

 

หนังสือเกี่ยวกับการเรียน

  

 

พอเอาหนังสือทั้งหมดมาวางเรียงกันเป็นตั้งก็พบว่า แม่เจ้า ตูซื้อไปได้จ่ะได๋หว่า? 

 

Photobucket

 

กลายเป็นว่าเทอมนี้หมดไปกับงานหนังสือเหยียด 4000 บาท 

เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่ใช้เงินไปแยะแบบนี้

แถมวันสุดท้ายกลับบ้านพร้อมครอบครัวเพื่อนซึ่งแวะเซ็นทรัลแบบมาราธอน เล่นแวะกันสามที่ในวันเดียว

สุดยอด!!

พุก(เพื่อนข่อยเอง)ก็พาเรามารู้จักกับร้าน MUJI เป็นร้านขายของญี่ปุ่นน่ารักมั่กๆ

มีเรื่องตลกในร้านก็คือการขายสมุดของเขา ถ้าซื้อเล่มเดียว 45 บาทซื้อยกแพ็ค 5 เล่ม ตกลเ่ล่มล่ะ 25 บาท

ทุกหันเกือบครึ่งต่อครึ่ง เรากับพุกนั่งดูราคาแล้วอดหัวเราะไม่ได้

ในรา้นจัดได้เรียบง่ายและน่ารักมาก  เราลองไปจับเบาะรองนั่งของคนญี่ปุ่นอ่ะ นุ่มมากเลย

แต่...ของก็แพงมากพอกัน แหะๆ

ลืมบอกไปว่าที่แวะเดซ็นทรัลอ่ะมี สามที่ดังนี้

เ็ซ็นทรัล   เวิร์ล

เซ็นทรัล ชิดลม

เซ็นทรัล บางนา

 

เจออาจารย์ลัก ฟันธงที่เซ็นทรัลเวิร์ลด้วย  แต่เราก็ไม่ได้อยากให้แกฟันธงอ่ะ เลยดูแป๊บแล้วจากไป

เดินไปเดินมา ได้รองเท้าญีุ่ปุ่่นมาอีกคู่

พ่อเลยบ่นว่า รวยเหลือเกินนะ ซื้อรองเท้าอีกแล้ว

แหะ โรคชอบรองเท้าก็กลายเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เราตังค์หมด แย่เลย

ไงก็ขออวดแล้วกัน เหลือคู่เดียวในร้าน สีแดง แบบว่าไม่เคยมีรองเท้าสีแดงเลยง่ะเลยอยากได้

แถมของญีุ่่ปุ่นด้วย  เง้อ  คิดแล้วอยากไปๆ
 

Photobucket

 

วันนี้คงอัพแค่นี้ก่อนอ่ะ   เดี่ยวจะมาอัพช่วงที่เดินทางไปเที่ยวเชียงรายกับเพื่อนๆน๊า บะบาย

2008/Mar/25

 

หลังจากที่ปิดเทอมมาได้เกือบ 3 สัปดาห์ ช่วงเวลาที่เฝ้ารอของเราก็ใกล้เข้ามาทุกที ทุกที

ช่วงเวลานั้นก็คือ งานสัปดาห์หนังสือนั้นเอง

จะบอกว่าตั้งแต่เด็กเท่าที่จำความได้ ไม่รู้ว่างานเดียวกันไหม?

รู้สึกว่างานหนังสือมันไม่ได้จัดที่ศูนย์ประชุมฯตั้งแต่แรก จำได้ว่าเป็นเต๊นท์ ทางเดินยาวและร้อนมาก

ช่วงแรกๆที่เดินงานหนังสือ เราจะเดินลิ่วๆไม่คอยใครเลยและคิดในใจว่า

 

"พ่อกับแม่จะมางานนี้ทำไม ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ"

 

ตอนเด็กๆเป็นพวกเด็กรังเกียจหนังสือ เห็นแล้วต้องผลักมันกระเด็นเหมือนแมลงสาบ แต่หนังสือที่ไม่เคยผลักออกเลยก็คือ หนังสือนิทานล่ะ เพราะมีคนมาคอยอ่านฝห้ฟังแล้วก็มีภาพสวยๆให้ดู

ตอนนี้หนังสือนิทานำพวกนั้นก็บริจาคไปหมดแล้ว มาเริ่มสนใจงานหนังสือจริงๆจังก็ตอนได้อ่านแฮร์รี่นั้นแหละ แต่ไม่ได้ตามกระแสแบบชาวบ้านเขาหรอกนะ

ไม่อยากจะบอกเลยว่ารู้จักแฮร์รี่ได้เพราะพ่อยืมมาจากบริษัทให้เราอ่าน(ตอนแรกมีเล่าให้ฟังก่อนด้วยนะ) ดองไว้ตั้งเดือนกว่าๆ

ไม่รู้นึกยังไง สงสัยจะว่างจัดเลยหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน อ่านไปได้บทเดียวก็ว่าง แล้วก็กลับมาอ่านใหม่ ทีนี่เลยอ่านจนจบ ตอนนั้นมานึกแล้วก็ตลกตัวเอง แบบว่า โอ้โห เราอ่านหนังสือหนาๆแบบนี้จบกับเขาได้ด้วย

 

หลังจากนั้นก็อ่านเล่มสองต่อ แล้วก็เริ่มจากแฮร์รี่นี้ล่ะที่ทำให้เราสนใจหนังสือนิยาย เน้นว่านิยายนะ เพราะวิชาการไม่เคยแตะ

แต่ถ้าถามว่าเรื่องไหนที่ทำให้หันมารักการอ่านจริงๆ และทำให้เลือกที่จะหันมาศึกษาเล่าเรียนต่อคณะปัจจุบันนี้ล่ะก็ คงไม่พ้นเรื่องนี้

THE LORD OF THE RING

วรรณกรรมแฟนตาซีอมตะ จากปลายปากกาของ โทลคีย์

นอกจากหนังสือจะเต็มไปด้วยความรู้สึกและเรื่องราวแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้สมกับที่ใช้เวลากว่า 6 ปีในการถ่ายทำ เรียกได้ว่าหลงรักทั้งงานเขียนและงานกราฟฟิกไปพร้อมกันเลย

เรื่องนี้ถ้ามีเวลาว่างก็จะกลับมาเล่าให้ฟังน่ะนะ

หลังจากนั้นค่านิยมกระแสนวนิยายแนวแฟนตาซีก็ดังระเบิดขึ้นมาทันที เราก็สนใจอ่านเหมือนกัน แต่ก็อ่านไม่กี่เรื่องเท่านั้น

แต่ช่วงแรกๆที่เห่อ ก็ซื้อมาแยะแถมอ่านข้ามวันข้ามคืน เล่นวันเดียวอ่านจบกันเลย พอมาช่วงหลังๆรู้สกึว่างานเขียนแนวนี้จะเกลื่อนตลาดบวกกับเนื้อเรื่องเริ่มจะมีความซ้ำซาก

ไม่กี่ปีต่อมาก็เป็นพวกรักหวานแหววแบบใส่ๆที่ดังตามมา แต่เราไม่ยักกะสนใจนิ เคยยืมเพื่อนมาอ่าน อ่านได้สองเล่ม วาง

แต่ถ้าพูดถึงหน้าปก เราชอบนะ เราว่ามันดูสบายตาดี พวกหนังสือแบบนี้ ช่วงนั้นก็ปลีกไปอ่านแนวผจญภัยเข้าป่าเข้าดง ดำผุดดำว่ายในทะเล เช่นหนังสือชุด ล่องไพร ท่องซาฟารี และก็สารคดีดำน้ำของอาจารย์ธรณ์ งานเขียนพวกนี้ สังเกตดีๆจะมาจากประสบการณ์ของนักเขียน ซึ่งพวกเขาคลุกคลีกับมันถึงขนาดที่เรียนกว่ารักเป็นชีวิตจิตใจเลยก็ว่าได้ ดังนั้นงานเขียนพวกนี้จึงทำให้เรารู้สึก และรักตามสิ่งที่พวกเขาต้องการจะถ่ายทอดได้ไม่ยากเลย

แถมคติเตือนใจก็เจ็บได้ใจสุดๆ

ช่วงหลังๆมานี้ก็เริ่มเปลี่ยนแนวมาอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวสืบสวนสอบสวนสบายๆ ไม่เครียด ก็คงไม่พ้นงานเขียนของ อ. อาคากาวา จิโร

อาทิ มิเกะเนะโกะ โฮล์ม ซายากะ เป็นต้น

ช่วงหลังมานี้ก็เริ่มอ่าน คินดะอิจิล่ะ ข้นขึ้นมาหน่อย แถมหน้าปกน่ากลัวอีกต่างหาก

อีกไม่กี่วันก็ใกล้งานหนังสือแล้ว ช่วงนี้ก็เก็บตังค์อย่างเดียว มีอยู่ไม่กี่ร้อย เพราะปีนี้กะไม่ซื้อมาก

ความจริงไม่รู้หรอกนะว่าจะซื้อเรื่องอะไรก็วางโปรแกรมไว้แบบนี้อ่ะนะ

 

มิเกะเนะโกะ โฮล์ม เล่มใหม่

ซายากะ เล่มใหม่

คินดะอิจิ เล่มใหม่

แค่นี้อ่ะ แต่ว่ายังมีนอกลิสอีกนะ แหะๆ

edit @ 25 Mar 2008 21:22:28 by TANG_SP